การศึกษากับคุณค่าความเป็นมนุษย์ในชุมชนจะทิ้งพระ
จังหวัดสงขลา
นัฐวุธ
รัตนพันธ์
บทนำ
การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
เพื่อให้นำความรู้ความสามารถไปพัฒนาประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรือง โดยกำลังหลักที่สำคัญของการศึกษาอยู่ที่ตัวผู้เรียน
ซึ่งผู้เรียนจะต้องขวนขวายค้นคว้า แสวงหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อสร้างประสบการณ์
ทักษะ และเรียนรู้ในสิ่งต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
นอกเหนือจากกำลังหลักอันจะอยู่ในตัวผู้เรียนแล้ว
บุคคลต่างๆที่เกี่ยวข้องรอบด้านล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การศึกษาดำเนินไปได้ด้วยดีและประสบผลสัมฤทธิ์ตามความมุ่งหวังของการศึกษา
การศึกษาจะดำเนินและสำเร็จตามความมุ่งหวังนั้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือกันของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
หากมีผู้เรียนแต่ไม่มีผู้สอนการศึกษาก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
หรือหากมีผู้สอนแต่ไม่มีผู้เรียนผลที่เกิดขึ้นก็คงไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน
โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องในที่นี้ไม่ได้หมายความเพียงผู้เรียนและผู้สอนเท่านั้น
แต่ยังหมายรวมถึงผู้ปกครองซึ่งมีส่วนสำคัญในการจัดการศึกษาให้สามารถดำเนินได้ต่อไป
นอกจากนั้นสภาพความพร้อมของพื้นที่ในชุมชนหรือความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนหนึ่งๆย่อมส่งผลต่อการจัดการศึกษาอีกด้วย
ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่ในสังคมจะสามารถจัดการศึกษาได้เหมือนกัน
แน่นอนว่าส่วนกลางหรือกระทรวงศึกษาธิการจำเป็นจะต้องมีหลักสูตร มีโครงสร้าง
เพื่อเป็นรูปแบบมาตรฐานของการจัดการศึกษาทั้งประเทศ
นั่นแสดงให้เห็นว่าส่วนที่เป็นความรู้พื้นฐานที่ผู้เรียนจำเป็นต้องได้รับนั้นจะปรากฏในผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนด้วย
จากปัจจัยต่างๆที่ได้กล่าวไปนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้เรียน ผู้สอน ผู้ปกครอง
หรือแม้แต่สภาพชุมชนล้วนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อมุมมอง
ความคิดของคนในชุมชนที่ส่งผลต่อการศึกษา ดังจะได้กล่าวต่อไป
การศึกษาในอดีตของชุมชนจะทิ้งพระ
จังหวัดสงขลา
ในส่วนภูมิภาคของประเทศไทยโดยเฉพาะภาคใต้
เมืองสทิงพระนับว่าเป็นเมืองหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ ความเป็นมาอันยาวนาน
และเป็นเมืองหนึ่งที่นับว่ามีความสำคัญต่อเทียบเท่ากับหัวเมืองต่างๆได้โดยมีวัฒนธรรม
ความเชื่อ อันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนได้เป็นอย่างดี ในทำนองเดียวกันรูปแบบการศึกษาของสังคมไทยในอดีตก็มีระบบการจัดการศึกษาในโรงเรียนขึ้นเช่นกัน
การจัดการศึกษาในระบบโรงเรียนของชุมชนจะทิ้งพระในอดีต ปรากฏ ๓ โรงเรียน คือ
โรงเรียนในเมือง โรงเรียนบ้านจะทิ้งพระ และโรงเรียนสทิงพระวิทยา
โรงเรียนในเมือง
เป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา ตั้งอยู่เลขที่ ๑๐๔ หมู่ที่ ๕ ถนนเขาแดง-ระโนด
บ้านหน้าเมือง ตำบลจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา
โรงเรียนบ้านจะทิ้งพระ
(วิจารณ์ศิลคุณ) เป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา ตั้งอยู่เลขที่ ๗๐ หมู่ที่ ๔ ตำบลจะทิ้งพระ
อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา
โรงเรียนสทิงพระวิทยา เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา
ตั้งอยู่เลขที่ ๗๕/๓ หมู่ที่ ๕ ถนนสายโยชน์ ตำบลจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ
จังหวัดสงขลา
ชาวบ้านชุมชนจะทิ้งพระส่วนใหญ่ได้ผ่านการศึกษาในระบบโรงเรียนจากสามโรงเรียนดังกล่าว
อันเนื่องมาจากสภาพของชุมชนในอดีตซึ่งปรากฏสภาพชุมชนในลักษณะชุมชนชนบท ความสะดวกสบาย
ถนนหนทางยังไม่ปรากฏมากเท่าในปัจจุบันจึงทำให้การเดินทางเพื่อไปศึกษาเล่าเรียนยังคงอยู่ในละแวกบ้านของตนเอง
อีกทั้งมุมมองทางด้านการศึกษาในอดีตของผู้ปกครองก็ไม่ได้มีมากเท่าในปัจจุบัน
ชาวบ้านรู้เพียงว่าต้องให้บุตรหลานของตนเองได้รับการศึกษาในขั้นพื้นฐานให้ได้สูงสุดตามกำลังและฐานะของครอบครัวที่สามารถส่งเสียเลี้ยงดูได้
เด็กในชุมชนจะทิ้งพระในอดีตจึงไม่ได้สำเร็จการศึกษาในระดับที่สูงกว่าประถมศึกษา
มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่สามารถสำเร็จการศึกษาในระดับที่สูงกว่าประถมศึกษาได้
นอกจากนี้ด้วยความเป็นสภาพครอบครัวใหญ่ที่สมาชิกในครอบครัว
ญาติ พี่น้อง อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ภายในบ้านหลังเดียวกันย่อมก่อให้เกิดความอบอุ่น
ความใกล้ชิด ความสนิทสนมกัน จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ปกครองไม่ส่งบุตรหลานของตนเองออกไปศึกษาเล่าเรียนยังต่างพื้นที่เพราะไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะส่งบุตรหลานของตนเองออกไปใช้ชีวิตที่ห่างไกลจากครอบครัวนั่นเอง
การศึกษากับคุณค่าความเป็นมนุษย์
พุทธศาสนาสุภาษิตหนึ่งกล่าวไว้ว่า
“การเกิดเป็นมนุษย์นั้นยาก” หมายความว่าการที่เราจะเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วย่อมต้องรักษาคุณค่านั้นให้คงอยู่ตลอดไป เปรียบกับสมบัติหรือสิ่งของทุกสิ่งอย่างนั้นย่อมมีคุณค่า
มีคุณสมบัติในตัวของตนเอง ดังที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายกได้นิพนธ์ไว้ในเรื่องคุณค่าความเป็นมนุษย์ว่า “สิ่งใดที่ได้ยากท่านถือว่าเป็นของมีค่า ควรถนอมรักษาอย่างยิ่ง
การได้เป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นการยาก
เปรียบดังได้เพชรน้ำงามเม็ดใหญ่หาค่ามิได้ไว้ในมือ
เราย่อมต้องรักษาเพชรนั้นยิ่งกว่าได้เศษกระเบื้องและไม่มีราคา
การรักษาค่าของความเป็นมนุษย์ก็คือ การรักษาคุณสมบัติ
ของมนุษย์ไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด เช่นเดียวกับการรักษาเพชรนั่นเอง การรักษาเพชรนั้นไม่เพียงรักษาไม่ให้สูญหายเท่านั้น
แต่ต้องรักษาไม่ให้แตกร้าว ไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนแม้เท่าขนแมว
เพราะนั่นจะเป็นเหตุให้ความงามของเพชรลดลง เป็นเหตุให้ค่าของเพชรลดลง เป็นเหตุให้
ราคาของเพชรต่ำลง”
ซึ่งจากพระนิพนธ์จะเห็นได้ว่าการรักษาเพชรไว้ไม่ไห้หายหรือมีรอยขีดข่วนก็เช่นเดียวกันกับการรักษาคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่และรักษาคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้อยู่คู่กับการมีตัวตนเพื่อทำให้ตนเองนั้นกลายเป็นคนที่มีคุณค่านั่นเอง
ดังที่กล่าวไว้ในพระนิพนธ์เล่มเดียวกันว่า “การรักษาความเป็นมนุษย์ก็เช่นกัน
ไม่ควรเพียงเพื่อรักษาชีวิตไว้ให้อยู่ยืนยาวเท่านั้น
แต่ต้องรักษาคุณค่าของมนุษย์ไว้ให้สมบูรณ์ มนุษย์ก็คือคน คุณค่าของมนุษย์หรือของคนที่สำคัญที่สุดคือความไม่เป็นสัตว์
ไม่ใช่สัตว์ เมื่อพูดถึงความเป็นสัตว์ ทุกคนย่อมรู้สึกถึงความแตกต่างของตนเองกับสัตว์อย่างชัดเจน
ทุกคนย่อมยินดีอย่างยิ่งที่ตนไม่เกิดเป็นสัตว์ ยินดีที่ตนไม่ใช่สัตว์
แม้เพียงถูกเปรียบว่าเป็นสัตว์ หรือเพียงเหมือนสัตว์ก็ย่อมไม่พอใจอย่างยิ่ง
นั่นก็เพราะทุกคนเห็นความห่างไกลระหว่างคุณค่าของคนกับของสัตว์ ค่าของคน
เป็นค่าที่สูงกว่าค่าของสัตว์ ดังนั้นคุณค่าของมนุษย์จึงแตกต่างกับสัตว์
ผู้เป็นมนุษย์จึงจำเป็นต้องถนอมรักษาคุณค่าของตนไว้มิให้เสียความเป็นมนุษย์”
ในทำนองเดียวกันมนุษย์เราไม่ใช่เพียงแต่จะรักษาคุณค่าความเป็นมนุษย์ไว้แต่ยังต้องเพิ่มคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้ตนเองตลอดเวลา
วิธีการหนึ่งที่จะทำให้คนเราที่เกิดมานั้นมีคุณค่ามากขึ้น นั่นคือการแสวงหาความรู้
เพื่อสั่งสมเป็นประสบการณ์ ทักษะและความคิด อันหมายรวมถึงการมีความรู้และการสามารถนำความรู้นั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ก่อให้เกิด “ปัญญา”
ดังพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ความว่า “ปัญญาแปลอย่างหนึ่งคือ ความรู้ทุกอย่างทั้งที่เล่าเรียนจดจำมา
ที่พิจารณาใคร่ครวญคิดเห็นขึ้นมา และที่ได้ฝึกฝนอบรมให้คล่องแคล่วชำนาญขึ้นมา
เมื่อมีความรู้ความชัดเจนชำนาญในวิชาต่างๆดังว่า จะยังผลให้เกิดความเฉลียวฉลาดแต่ประการสำคัญนั้นคือความรู้ที่ผนวกกับความเฉลียวฉลาดนั้นจะรวมกันเป็นความสามรถพิเศษขึ้น
คือความรู้จริง รู้แจ้งชัด รู้ตลอด ซึ่งจะเป็นผลต่อไปเป็นความรู้เท่าทัน
เมื่อรู้เท่าทันแล้วก็จะเห็นแนวทางและวิธีการที่จะหลีกเลี่ยงให้พ้นอุปสรรคปัญหา
และความเสื่อม ความล้มเหลวทั้งปวงได้
แล้วดำเนินไปตามทางที่ถูกต้องเหมาะสมจนบรรลุความสำเร็จ" (พระราชทาน ณ วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๒๑) หมายความว่า ปัญญาเป็นสภาพแห่งการรู้จริง
การรู้แจ้งชัดและการรู้ตลอด ซึ่งสภาวะแห่งความรู้นี้จะนำไปสู่การรู้เท่าทันและปัญญาในความหมายดังกล่าวนี้จะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคและนำไปสู่ความสำเร็จได้ในที่สุด
นับได้ว่าการศึกษาเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ทำให้ได้รับความรู้และก่อเกิดเป็นปัญญา
และปัญญาก็จะนำไปสู่ความสำเร็จ นั่นหมายความว่า การศึกษา ความรู้ และปัญญา
เป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กันที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้โดยที่ความรู้นั้นไม่มีจุดสิ้นสุดโดยคนเราสามารถเรียนรู้ตั้งแต่เกิดไปจนกระทั่งสิ้นสุดการมีชีวิต
ดังพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ความตอนหนึ่งว่า “การศึกษานั้นเป็นเรื่องของทุกคน
และไม่ใช่ว่าเฉพาะในระยะหนึ่ง เป็นหน้าที่โดยตรงในระยะเดียวไม่ใช่อย่างนั้น
ตั้งแต่เกิดมาก็ต้องศึกษาเติบโตขึ้นมาก็ต้องศึกษา
จนกระทั่งถึงขั้นที่เรียกว่าอุดมศึกษา อย่างที่ท่านทั้งหลายกำลังศึกษาอยู่
หมายความว่าการศึกษาที่ครบถ้วน ที่อุดม ที่บริบูรณ์
แต่ต่อไปเมื่อออกไปทำหน้าที่การงานก็ต้องศึกษาต่อไปเหมือนกัน
มิฉะนั้นคนเราก็อยู่ไม่ได้ แม้จบปริญญาเอกแล้วก็ต้องศึกษาต่อไปตลอด หมายความว่า
การศึกษาไม่มีสิ้นสุด” (พระราชทาน ณ วันที่ ๒๐ เมษายน
๒๕๒๑) โดยความรู้หรือปัญญานั้นล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าคนเรายังคงมีคุณค่าอยู่เสมอนั่นเป็นเพราะว่าเราทุกคนใช้ความรู้ที่มีเพื่อก่อประโยชน์ให้คนรอบข้างตลอดเวลา
การศึกษาในปัจจุบันของชุมชนจะทิ้งพระ
จังหวัดสงขลา
หากกล่าวถึงการศึกษาในยุคปัจจุบันแล้ว
หลายท่านก็คงมีความเข้าใจเดียวกันว่าเป็นการศึกษาในสมัยใหม่
ยุคแห่งเทคโนโลยีและวิทยาการล้ำหน้า สิ่งต่างๆล้วนเกิดขึ้นได้ย่อมมาจากความรู้
ความคิด ทักษะและประสบการณ์ นั่นแสดงให้เราเห็นว่า
ระบบของการศึกษามีการพัฒนาขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีพัฒนาการและต้องเป็นไปในทางที่ดีขึ้นจึงทำให้สิ่งที่ดียังสามารถคงอยู่ได้ต่อไป
ด้วยสภาพแวดล้อมของยุควิทยาการสมัยใหม่กับความคิดในมุมมองที่ก้าวจากความเป็นอดีตสู่ปัจจุบันย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไป
ในเรื่องการศึกษาของชาวจะทิ้งพระก็เช่นเดียวกัน จากการศึกษาที่เป็นเพียงเครื่องช่วยแสวงหาความรู้
ความคิดและจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ กลับกลายเป็น
เครื่องต่อรองในการแย่งชิงแข่งขัน ชาวบ้านบางส่วนมีความคิดว่าต้องส่งให้ลูกหลานของตนเองได้เรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงเพราะจะได้มองว่าดูดีมีฐานะกว่าครอบครัวอื่นๆที่ลูกหลานได้เข้าเรียนเพียงแค่ในโรงเรียนใกล้บ้าน
จากสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นแสดงให้เห็นเช่นเดียวกับหลักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ในลักษณะว่า
การปรับเปลี่ยนอุดมคติ คือการสามารถปรับเปลี่ยนหลักการแนวทางบางส่วนบางตอนเพื่อให้เข้ากับสังคมส่วนใหญ่ได้
โดยพิจารณาจากความจำเป็นและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
เป็นประโยชน์แก่ตนเอง เพื่อสวัสดิภาพของตนเอง นั่นหมายความว่าเมื่อสังคมส่วนใหญ่มีแนวคิดที่ต่างไปจากอดีต
มนุษย์ก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของตนเองตามไปด้วย
นั่นก็เพื่อสิ่งต่างๆที่ตนเองนั้นอยากจะได้ อยากจะมีหรืออยากจะเป็น ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดจิตวิทยาธรรมชาติของมนุษย์ว่า
มนุษย์มีความต้องการ ความต้องการของมนุษย์จะเริ่มจากสิ่งที่เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตและเมื่อความต้องการนั้นๆ
ได้รับการตอบสนองแล้ว บุคคลก็จะมีความต้องการในลำดับที่สูงขึ้นตามลำดับ เช่น
ต้องการความรัก ต้องการเกียรติยศชื่อเสียง เป็นต้น
สภาพที่ปรากฏ เด็กๆในชุมชนในระดับชั้นตั้งแต่อนุบาลปีที่ 1 ถึง 3
และประถมศึกษาปีที่ ๑ถึง ๖ ส่วนมากยังคงเรียนในสถานศึกษาใกล้บ้าน
นั่นเป็นเพราะความเป็นห่วงเด็กๆที่ยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอในการดูแลตัวเองหรือการเอาตัวรอดของตัวเองในสังคมปัจจุบัน
ส่วนเด็กในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และตอนปลาย(ปีที่ ๑ ถึง ๖)
ยังคงมีบางส่วนที่เรียนในละแวกชุมชนนี้ และบางส่วนก็ได้เรียนในต่างอำเภอ
โดยเฉพาะอำเภอเมืองสงขลา ซึ่งนักเรียนเหล่านั้นจะต้องเข้ามาใช้ชีวิตในสังคมเมือง
นับว่าเป็นสังคมใหญ่ที่มีวิถีการดำเนินชีวิตที่ต่างออกไปจากชาวบ้านในชุมชนจะทิ้งพระ
หากเรามองในประเด็นนี้อาจจะมีทั้งทางที่ดีและไม่ดี นั่นต้องขึ้นอยู่กับจิตสำนึก ค่านิยมของแต่บุคคล
แต่หากถามชาวบ้านในชุมชนนี้กลับเห็นว่า “วิถีชีวิตการทำงาน
การศึกษามีการแข่งขันมากขึ้น มีทั้งที่เป็นมุมที่ดี และมุมที่ไม่ดี
การศึกษาทำให้วิถีชีวิต การคิดการอ่านของคนในชุมชนเปลี่ยนแปลงไป
เห็นประโยชน์ของตนเองมากขึ้น ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบ้านเกิดของตนเองลดน้อยลง
วิถีชีวิตมีแต่ความรวดเร็ว สะดวกสบาย เน้นแต่ว่ามักง่าย
โดยลืมนึกถึงความเป็นจริงหรือสภาพของชุมชน
เมื่อเด็กๆได้เติบโตในสถานศึกษาที่ใหญ่โต
ก็มักจะดูถูกและหมิ่นในการศึกษาของชุมชนตนเอง ซึ่งนำไปสู่การลืมรากเหง้าของตนเอง” ชาวบ้านยังคงให้ความเห็นว่า “การศึกษาจะดีหรือไม่ดีนั้น
มันอยู่ที่ความเชื่อของแต่ละคน ไม่ได้อยู่ที่สถาบัน
ถึงแม้จะเป็นสถาบันเล็กๆที่เกิดขึ้นในชุมชน แต่หากคนในชุมชนมองว่าดี
สถาบันนั้นก็จะได้รับการยกย่องว่าดี
ไม่ได้หมายความว่าเด็กๆที่เรียนในโรงเรียนดังแล้วจะดีทุกคน มันก็คงเป็นไปไม่ได้แน่นอน”
ในความเป็นจริงชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงนิยมให้บุตรหลานได้เรียนในโรงเรียนสังกัดเอกชน
แม้จะต้องมีค่าใช้จ่ายมากกว่า แต่หลายครอบครัวก็ยอมรับในตรงจุดนั้น
ทั้งๆที่อัตราเด็กที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ก็ยังคงพบในปริมาณที่เท่าๆกัน
นั่นหมายความว่า โรงเรียนเอกชนที่มีค่าใช่จ่ายสูง
มีเพียงการส่งเสริมทางด้านวิทยาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่นำหน้าโรงเรียนเล็กๆในชุมชน
จึงเป็นเหตุให้ผู้ปกครองมองว่าโรงเรียนนั้นมีประสิทธิภาพ
แต่ความเป็นจริงนักเรียนได้รับเพียงแค่ความรู้วิทยาการเทคโนโลยีสมัยใหม่
แต่การคิดการอ่านยังคงไม่มีประสิทธิภาพ ดังที่ชาวบ้านได้เปรียบเทียบให้ฟังว่า “ลูกของชาวบ้านคนหนึ่งเรียนในสถานศึกษาเอกชน
มีความรู้ทางเทคโนโลยีสมัยใหม่มาก เป็นตัวแทนของโรงเรียนได้รับรางวัลระดับประเทศ
กับลูกของชาวบ้านอีกคนที่เรียนในสถานศึกษาเล็กของรัฐบาลในชุมชน
ปรากฏว่าเด็กที่ได้รับรางวัลระดับประเทศด้านเทคโนโลยีนั้นยังคงอ่านหนังสือไม่ออก
แต่เด็กที่เรียนในสถานศึกษาเล็กกลับอ่านหนังสือออกแล้ว”
นั่นหมายความว่าการมีความรู้ในวิทยาการ เทคโนโลยีสมัยใหม่
ไม่ใช่เป็นคำตอบว่าเด็กจะเก่งหรือจะดีทุกคนเสมอไป
หากถามกลับมาที่ชาวบ้านว่าครูสมัยเก่ากับครูสมัยใหม่ ใครดีกว่ากัน
ชาวบ้านยังคงให้คำตอบว่า ครูสมัยเก่า ด้วยเหตุผลว่า แม้ครูสมัยเก่าจะมีความรู้
ความเชี่ยวชาญบางอย่างน้อยกว่าครูสมัยใหม่
แต่ครูสมัยเก่าก็มีประสบการณ์ในการสอนมามากกว่า
รู้ว่าควรทำสิ่งใดกับเด็กแบบไหนมากกว่าครูในสมัยใหม่ เพราะการเป็นครูนั้นไม่ใช่เพียงสอนวิชาความรู้
แต่ต้องรู้จักถ่ายทอดวิชาความรู้เข้าไปด้วย
จึงจะทำให้เด็กได้รับความรู้ไปมากที่สุดนั่นเอง
บทสรุป
การศึกษานับว่ามีความสำคัญมาก
ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ก่อให้เกิดความรู้ ความคิด
ทักษะและประสบการณ์ ในทำนองเดียวกันมนุษย์เราไม่สามารถที่จะแสวงหาความรู้เพียงอย่างเดียวได้
นอกเหนือจากแสวงหาความรู้นั้นแล้วยังต้องนำความรู้นั้นมาปรับใช้ให้ถูกต้องและเกิดประโยชน์มากที่สุด
ไม่เพียงแต่เกิดประโยชน์กับตนเองแต่ยังหมายรวมถึงการนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สังคมด้วย
ความรู้ที่ถูกนำมาปรับใช้นั้นจะกลายเป็นปัญญา ซึ่งเป็นปัญญาที่ก่อให้เกิดความคิดและทักษะที่พร้อมจะช่วยแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้เกิดขึ้นในสังคมอันกลายเป็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์
การศึกษาหรือการแสวงหาความรู้จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรานั้นยังคงรักษาคุณค่าในความเป็นตัวตนของเราได้
อันเนื่องว่าคนเรานั้นไม่ได้อยู่ด้วยตัวคนเดียว แต่ยังจำเป็นต้องอาศัยซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา
นั่นคือสิ่งจำเป็นที่แสดงให้เห็นว่าเหตุใดการศึกษาจึงกำเนิดขึ้นมาในสังคม
จากสังคมจุดเล็กๆก็กลายเป็นสังคมที่กระจายตัวสู่ภูมิภาคทั่วประเทศ ชาวจะทิ้งพระก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับการศึกษามาแต่ครั้งโบราณ
แนวคิดเรื่องการศึกษาจึงมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยของสังคม
จากบทบาทของการศึกษาในอดีตที่มีความสำคัญน้อยมากกลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ใครๆไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จนกลายเป็นค่านิยมใหม่ที่เกิดขึ้นในความคิดของชาวบ้านส่วนหนึ่งว่าการศึกษาในชุมชนเมืองย่อมดีกว่าการศึกษาในชุมชนชนบท
หรือคิดไปว่าการศึกษาในสถานศึกษาเอกชนย่อมดีกว่าการศึกษาในสถานศึกษาของรัฐบาล
จากความคิดดังกล่าวมุ่งสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมที่แปรผกผันกับจุดมุ่งหมายของการศึกษา
หมายความว่าการศึกษามุ่งให้ทุกคนมีความรู้ มีความคิด มีทักษะ
มีประสบการณ์และมีปัญญา เห็นคุณค่าในตนเองและนำสิ่งที่ได้ไปใช้ในทางที่ถูกต้อง
มุ่งประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ไม่ใช่นำความรู้ที่ได้ไปก่อให้เกิดคุณค่าและประโยชน์ส่วนตนหรือใช้การศึกษาเป็นเครื่องประดับบารมีให้กับตนเอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น